ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

5 ปี 32 สัปดาห์ ก่อน
5 ปี 32 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 1 วัน ก่อน
7 ปี 21 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 34 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 47 สัปดาห์ ก่อน
7 ปี 48 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 2 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 3 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 8551269
  • Unique Visitors: 267518
  • Registered Users: 155
  • Last Registered User: supawat.c@mhsri...
  • Published Nodes: 840
  • Your IP: 192.168.6.109
  • Since: พ, 2011-09-07 13:44
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก bunsoy@mhsri.go.th

ฟอร์มาลิน...สารอันตรายในอาหาร !!

เรียบเรียงโดย.....บุญสรอย บุญเอื้อ

          เมื่อพูดถึงคำว่า ฟอร์มาลิน หลายคนคงรู้จักและได้ยินชื่อสารฟอร์มาลินกันมานานมากแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าใช้ในการดองศพ หรือฉีดศพ เพื่อป้องกันไม่ให้ศพเน่าเปื่อย แต่ปัจจุบันมีการนำสารฟอร์มาลินนี้มาใช้กับอาหาร เพื่อป้องกันการเน่าเสียและสามารถจัดเก็บได้นานขึ้นยิ่งขึ้น แต่....ถ้าร่างกายคนเรารับสารดังกล่าวในปริมาณที่มากก็จะทำให้มีอันตรายถึงแก่ชีวิต

ฟอร์มาลิน คืออะไร

          ฟอร์มาลิน (Formalin) หรือ สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) มีสูตรทางเคมีว่าCH2O เป็นสารละลายที่ประกอบด้วยแก๊สฟอร์มัลดีไฮด์ร้อยละ 37-40 เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นฉุน แสบจมูก โดยปกติสารละลายนี้จะไม่เสถียรหากเก็บไว้นาน โดยเฉพาะในที่ที่มีอุณหภูมิสูงจะกลายเป็น กรดฟอร์มิก ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน

คุณสมบัติของฟอร์มาลิน

          ฟอร์มาลิน มีคุณสมบัติ หลายทาง เช่น ทางการแพทย์จะใช้สำหรับดองศพไม่ให้เน่าเปื่อย ฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และทำความสะอาดห้องผู้ป่วย และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการแพทย์ หรือในวงการอุตสาหกรรม ก็มีการนำสารฟอร์มาลินมาใช้เป็นส่วนประกอบและสารตั้งต้นของผลิตภัณฑ์กาว(วิทยาศาสตร์) ผ้าใยสังเคราะห์ น้ำยาเคลือบเงาไม้ สีทาบ้าน วัสดุบุผิว เตาแก๊สหุงต้ม เฟอร์นิเจอร์ พลาสติก พาร์ติเคิลบอร์ด ฝ้าเพดานสำเร็จรูป ฯลฯ ส่วนในอุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้เป็นน้ำยาอาบผ้าไม่ให้ย่น และจากคุณสมบัติที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคและเชื้อราจึงถูกนำไปใช้ในการเก็บรักษาธัญพืชหลังการเก็บเกี่ยวและใช้เพื่อป้องกันแมลง แต่....ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร 

          ด้วยคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ พ่อค้า แม่ค้า ที่เห็นแก่ได้  จึงนิยมนำสารฟอร์มาลินมาใช้ในการเก็บรักษาอาหารสดต่างๆ  เพื่อให้คงความสดได้นาน ไม่เน่าเสียเร็ว เช่น  อาหารทะเลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ปู  ปลา ปลาหมึก อีกทั้งประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ ตลอดจนผักสดหลากหลายชนิด เช่น ถั่วฝักยาว ชะอม หน่อไม้ ยอดมะพร้าว ผักกาดขาว คะน้า ดอกกะหล่ำ ถั่วงอก เห็ด ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารที่มักจะพบว่ามีฟอร์มาลิน และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ 

ฟอร์มาลินในอาหารให้โทษอย่างไร

          การปนเปื้อนของฟอร์มาลินในอาหารเกิดขึ้นจากผู้ใช้ต้องการถนอมอาหารให้สดใหม่ รักษาสภาพอาหารไม่ให้เน่าเสีย  อาหารชนิดต่างๆ ในธรรมชาติมีการสร้างฟอร์มัลดีไฮด์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว (ในระดับไม่เกิน 30-50 ส่วนในล้านส่วน) และร่างกายมนุษย์สามารถกำจัดฟอร์มาลินในระดับที่พบตามธรรมชาติได้ ฟอร์มาลินตามธรรมชาติสามารถสลายตัวได้โดยแสงอาทิตย์ ออกซิเจน และความร้อน แต่การใช้ฟอร์มาลินในปริมาณมากเกินไปทำให้เกิดการตกค้างในอาหารและจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยค่า lethal dose (LD50) ในหนูประมาณ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม  การบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินในปริมาณสูง หรือบริโภคอาหารปนเปื้อนในปริมาณมาก นั้นทำให้เกิดความผิดปกติและมีพิษต่อระบบต่างๆ เกือบทั่วทั้งร่างกาย ดังนี้

          1. พิษต่อระบบทางเดินหายใจ  หากได้รับในรูปของไอระเหยของฟอร์มัลดีไฮด์ แม้จะปริมาณต่ำ ๆ ถ้าถูกตาจะระคายเคืองตามาก  ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้หลอดลมบวม  ทำให้แสบจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจไม่ออก ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด ทำให้เป็นแผลหรือถึงขั้นตาบอด ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้น้ำท่วมปอด จนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก  และตายในที่สุด  อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากได้รับสารโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เลยก็ได้  หากได้รับปริมาณน้อยเป็นเวลานาน จะมีอาการไอและหายใจติดขัดเพราะหลอดลมอักเสบ เป็นต้น

          2. พิษร้ายแรงต่อระบบทางเดินอาหาร  เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลินในปริมาณมากจะทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง  หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หากได้รับสารนี้โดยการบริโภค จะเกิดอาการพิษโดยเฉียบพลัน ซึ่งอาการมีตั้งแต่ปวดท้องอย่างรุนแรง  อาเจียน อุจจาระร่วง  ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ  ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเสียชีวิตเพราะระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว ถ้าหากได้รับในปริมาณ 60-90 ซีซี จะทำให้การทำงาน ตับ ไต หัวใจ และสมองเสื่อมลง และก่อให้เกิดการปวดแสบปวดร้อนที่คอและปาก  เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง หมดสติได้ นอกจากนี้ยังพบว่าฟอร์มาลินเป็นสารก่อมะเร็งด้วย

          3. มีผลต่อผิวหนัง  เมื่อสัมผัสจะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคัน เป็นผื่นแดงเหมือนลมพิษจนถึงผิวหนังไหม้เปลี่ยนเป็นสีขาวได้หากสัมผัสโดยตรง

วิธีการเลือกอาหารที่ปลอดสารฟอร์มาลิน

          การบริโภคอาหารให้ปลอดภัยจากอันตรายของสารฟอร์มาลิน  จึงควรตรวจสอบดูว่า อาหารเหล่านั้นมีฟอร์มาลินปนเปื้อนอยู่หรือไม่  โดยสังเกตเบื้องต้นว่าอาหารนั้นมีความผิดปกติไปจากธรรมชาติหรือไม่ เช่น เนื้อสัตว์ยังสด แม้จะถูกแสงแดดหรือลมเป็นเวลานาน ผักหรือผลไม้มีลักษณะแข็ง กรอบ  หรือเขียวผิดปกติ หรือหากดมส่วนใบหรือก้านของผัก พบว่ามีกลิ่นแสบจมูก หรืออาหารทะเล เช่น  ปลา กุ้ง มีเนื้อบางส่วนแข็ง บางส่วนเปื่อยยุ่ย ดังนี้จึงไม่ควรซื้อมารับประทาน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารฟอร์มาลิน

 

การกำจัดฟอร์มาลินในอาหารอย่างง่ายๆ

          ผู้บริโภคส่วนมากไม่ทราบถึงการปนเปื้อนของฟอร์มาลินในอาหาร เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและทำการตรวจสอบยาก แม้จะนำไปล้างน้ำหรือผ่านความร้อน ฟอร์มาลินจะสลายไปเพียงบางส่วน วิธีการป้องกันที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง คือการนำอาหารไปแช่ด้วยสารละลายด่างทับทิมเจือจาง ประมาณ 5-10 นาที โดยใช้ด่างทับทิมประมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4-5 ลิตร ฟอร์มาลินจะทำปฏิกิริยากับน้ำด่างทับทิม กลายเป็นฟอร์เมต (กรดมด) และละลายไปกับน้ำ

ข้อคิด : การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องเลือกอาหารที่สะอาดไร้สารอันตรายปนเปื้อนและต้องสังเกตอาหารให้ดีทุกครั้งก่อนซื้อ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอายุยืนยาวและไม่ต้องรับสารพิษต่างๆ เข้ามาสะสมในร่างกายให้เสียสุขภาพและอาจถึงแก่ชีวิตได้  ในทำนองเดียวกัน บรรดาแม่ค้าอาหารสดทั้งหลาย โปรดหยุดใช้สารฟอร์มาลินในอาหารจะดีที่สุด เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคและตัวคุณเอง

ขอขอบคุณ ข้อมูลอ้างอิง : www.manager.co.th/www.occmedrayong.com/ www.nicaonline.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน่วยงาน: 
ศท.
0
คะแนนของคุณ: ไม่มี