ล็อกอิน

Tag Cloud

กระทู้ล่าสุด

6 ปี 48 สัปดาห์ ก่อน
6 ปี 48 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 37 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 44 สัปดาห์ ก่อน
8 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 12 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 12 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
9 ปี 20 สัปดาห์ ก่อน

สถิติการใช้งาน

  • Total Visitors: 13738839
  • Unique Visitors:
  • Registered Users: 167
  • Last Registered User: inthivorn.b@mhe...
  • Published Nodes: 920
  • Your IP: 192.168.6.109
  • Since: พฤ, 1970-01-01 07:00
หน้าแรก | บล็อก | บล็อก kamonwan@mhsri.go.th

อัจฉริยะธรรมชาติ...สร้างสรรค์เทคโนโลยี

มหัศจรรย์ของธรรมชาติ ในนิทรรศการ “อัจฉริยะธรรมชาติ...สร้างสรรค์เทคโนโลยี”

 

  (21 เมษายน 2553) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยฝ่ายสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สวทช. ร่วมกับ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดกิจกรรมคุยกัน...ฉันท์วิทย์ เปิดตัวนิทรรศการ“อัจฉริยะธรรมชาติ..สร้างสรรค์เทคโนโลยี” โดยมี นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงาน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี
 

 

 
     นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ดำเนินงานบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ซึ่งมีพันธกิจส่วนหนึ่งคือการส่งเสริม พัฒนา เด็ก เยาวชนทางด้านวิทยาศาสตร์ และบุคลากรที่เกี่ยวกับกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน เช่น  ครู อาจารย์ และนักวิชาการ  ผ่านการจัดกิจกรรมและสร้างแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น นิทรรศการกึ่งถาวร  ค่ายวิทยาศาสตร์  การฝึกอบรม  สัมมนาวิชาการ  การส่งเสริมนวัตกรรมผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์  เป็นต้น โดยในปี 2553 นี้  มีแนวคิดการจัดงานภายใต้หัวข้อ “อัจฉริยะธรรมชาติ สร้างสรรค์เทคโนโลยี” เพื่อแสดงถึงความสามารถอันทรงประสิทธิภาพของธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการพัฒนาและวิวัฒนาการมายาวนาน พร้อมทั้งเชื่อมโยงให้เห็นตัวอย่างการนำต้นแบบจากธรรมชาติมาสร้างสรรค์เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงในแง่มุมต่างๆ ที่ไม่เพียงทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น แต่ยังคงอยู่กับธรรมชาติได้อย่างดีอีกด้วย
 

     ด้าน นางฤทัย จงสฤษดิ์ ฝ่ายสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า นิทรรศการในปีนี้จะเน้นการ จัดกิจกรรมแบบอินเทอร์แอคทีฟ  เพื่อให้ผู้เข้าชม ได้สนุกกับการเรียนรู้ เล่น ลงมือทดลอง ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น โดยภายในนิทรรศการจะมีเนื้อหาแบ่งออก 5 โซนหลัก  ได้แก่ โซนที่ 1  อัจฉริยะธรรมชาติ  โซนที่ 2  ความลับของต้นไม้   โซนที่ 3 เราจะเดินทางไปด้วยกัน โซนที่ 4 บ้านทันสมัย  หัวใจอบอุ่น และโซนที่ 5 รักษ์โลก ดูแลโลกของเรา
 

 
     “ สำหรับไฮไลต์ของงงานจะแฝงอยู่ในทุกโซนนิทรรศการ เช่น โซนความลับของต้นไม้ จะมีการจัดทำอุโมงค์ใบไม้ขนาดยักษ์  ที่จะนำพาผู้เข้าชมไปพบกับโครงสร้างต่างๆของใบไม้ เช่น ท่อน้ำ ท่ออาหารของพืช  ทำความรู้จักกับเซลล์ของพืช พร้อมทั้งร่วมค้นหาคำตอบว่า พืชมีรูปแบบการเรียงใบ ดอก  ผล และกิ่งก้านสาขาอย่างไร พืชดูดน้ำไปที่ยอดสูงๆ ได้อย่างไร  พืชสร้างอาหารและปล่อยก๊าซออกซิเจนได้อย่างไร  ทำไมต้นไม้บางชนิดจึงมีดอกสีสวยๆ และผลไม้รสชาติอร่อย รวมทั้งในพืชมีสารเคมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และเมื่อก้าวพ้นจากปลายอุโมงค์แล้ว ผู้ชมจะได้ตื่นตาตื่นใจกับอัจฉริยภาพของมนุษย์ที่สามารถดึงความอัจฉริยะของต้นไม้มาสรรค์สร้างเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย
 

     โซนเราจะเดินทางไปด้วยกัน ผู้ชมจะสัมผัสลีลาการเคลื่อนที่เฉพาะตัวเพื่อหาอาหาร การหาคู่ผสมพันธุ์  การหลบภัยหนาว ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ผ่านเกม “จับให้ได้...ไล่ให้ทัน”  ที่ผู้ชมจะต้องเก็บคะแนนจากการตามไล่ล่าสัตว์นานาชนิด เช่น  ค้างคาว  นก แมลงปอ  ปลา  เพนกวิน  กิ้งกือ งู  ม้า ฯลฯ ผ่านจอภาพแบบ Simulation  ที่จะแสดงให้เห็นถึงลีลา และการเคลื่อนที่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสัตว์นานาชนิด  นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแบบจำลองรังปลวกยักษ์ ในโซน บ้านทันสมัย หัวใจอบอุ่น เพื่อเผยความลับอันน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติที่สรรค์สร้างให้รังปลวกกลายเป็นบ้านทันสมัยแสนเย็นสบาย ด้วยการมีช่องระบายอากาศเชื่อมต่อกันจำนวนมาก สำหรับการถ่ายเทความร้อน  เป็นต้น
 

      นางฤทัย กล่าวว่า  นอกจากนิทรรศการแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งปี เน้นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับมหัศจรรย์ของธรรมชาติ อาทิ ค่ายมหัศจรรย์แห่งพืช  นักสร้างอาหารของโลก ค่ายสิ่งมีชีวิตเปล่งแสง  ค่ายเรื่อง กล้วย...กล้วย..มหัศจรรย์พันธุ์ไม้แห่งมนุษยชาติ เป็นต้น โดยท้ายที่สุดหวังว่าทุกกิจกรรมจะช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ หันกลับไปสังเกต เรียนรู้จากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อเห็นแล้ว ยังรู้จักนำธรรมชาติมาเป็นครูหรือต้นแบบ สำหรับพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม

      พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีการจัดงานเสวนา คุยกัน..ฉันท์วิทย์ ภายใต้ความร่วมมือของศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม สวทช. และสำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในหัวข้อเรื่อง “อัจฉริยะธรรมชาติ สร้างสรรค์เทคโนโลยี” เพื่อเผยให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติสู่การนำมาใช้สร้างสรรค์นวัตกรรม วิทยากรโดย ดร.วิษุวัต สงนวล อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอเกล้าธนบุรี และ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

      ดร.วิษุวัต สงนวล อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความลับของพืช นวัตกรรมชั้นยอดแด่มนุษยชาติว่า พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการยาวนานเป็นพันล้านปี และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยแทบไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นที่พึ่งของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย รวมทั้งมนุษย์ด้วยหากลองสังเกตพืชหลายๆ ชนิดอย่างสร้างสรรค์ ทั้งส่วนใบ ราก ลำต้น ดอก และผล จะพบว่าพืชกุมความลับไว้มากมาย ที่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาหลายประการที่มนุษย์กำลังประสบในขณะนี้ เช่น ปัญหาการขาดแคลนอาหารและน้ำสะอาด การหาพลังงานทดแทน การลดภาวะโลกร้อน เพื่อความอยู่รอดและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมนุษยชาติ

      ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันในเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์เริ่มมีการใช้การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตมาพัฒนาหุ่นยนต์มากทั้งในชีวิตประจำวัน และอุตสาหกรรมต่างๆ  เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์งูที่มีการเคลื่อนที่แบบตัวเอส เพื่อใช้ในงานสำรวจทางทะเล งานสำรวจอวกาศ งานกู้ภัย ตึกถล่ม เหตุการณ์เพลิงไหม้รุนแรง  หุ่นยนต์แมวน้ำ หรือ พาโรพัฒนา เพื่อช่วยเป็นสื่อปฏิสัมพันธ์เด็กป่วยด้านออธิสติกส์และผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองโดยเฉพาะด้านความจำ  และหุ่นยนต์ปลาใช้ในการ พัฒนาการออกแบบระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ของยานยนต์ทางน้ำ เป็นต้น

     ขณะที่ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์  ผู้คร่ำหวอดในวงการไอทีและเป็นผู้ชื่นชอบและสังเกตความงดงามในธรรมชาติ ได้เล่าเรื่องราวจากธรรมชาติรอบตัวที่นำไปสู่การสังเกตและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนจากประสบการณ์จริงที่เคยเขียนผ่านอีเมลเล่าให้ลูกฟัง เช่น ลูกไม้  ตัวบึ้ง ต่อหัวเสือ นกตีทอง ต้นตาล แก้วเจ้าจอม พลายค้ำกับพลายคูน รั้วกินได้  โดยเชื่อว่าการสังเกตธรรมชาติเป็นการฝึกให้เด็กเป็นคนอ่อนโยน และเป็นพื้นฐานการสร้างทักษะทางวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญคือ แรงบันดาลใจของนักคิดค้นหลายๆ คนก็ได้มาจากธรรมชาตินั่นเอง

หน่วยงาน: 
สสก.
0
คะแนนของคุณ: ไม่มี